หอวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์
ปี พ.ศ. 2460
นไม้จีน-ยุโรปของคหบดี ที่กลายเป็นพลับพลาและหอวัฒนธรรม
หากมีโอกาสได้ไปเยือนย่านเมืองเก่าของอุตรดิตถ์ หลายคนอาจสะดุดตากับอาคารไม้สองชั้นสีเหลืองที่มีกลิ่นอายจีนผสมยุโรป ตั้งโดดเด่นด้วยรายละเอียดไม้ฉลุอันประณีต ซุ้มโค้ง และหน้าต่างบานใหญ่ที่รับมือกับอากาศร้อนชื้นได้อย่างดี กว่าจะมาเป็นหอวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์อย่างในปัจจุบัน อาคารหลังนี้เคยผ่านบทบาทมาหลายยุคหลายสมัย
เดิมอาคารเป็นบ้านของขุนพิเนตรจีนภักดิ์ คหบดีผู้มีบทบาททางเศรษฐกิจของเมือง ก่อนที่ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกยึดจากคดีภาษีอากรราวปี พ.ศ. 2450 ต่อมามีปัญหาตลิ่งพังจากการกัดเซาะของแม่น้ำน่านราว พ.ศ. 2460 อาคารจึงถูกย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันตามคำสั่งของพระยาวโรดมภักดีศรีอุตรดิตถ์นคร และได้รับการสร้างขึ้นใหม่โดยคงรูปแบบเดิมไว้ทุกประการในฐานะ “พลับพลา” สำหรับรับรองเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เดินทางมาตรวจราชการหัวเมือง
ความเป็นลูกผสมระหว่างจีนกับยุโรปของอาคารหลังนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากสะท้อนฐานะของอุตรดิตถ์ในเวลานั้นที่เป็นเมืองท่าค้าขายริมแม่น้ำน่าน โดยเฉพาะย่านท่าอิฐซึ่งเป็นชุมทางการค้าเชื่อมหัวเมืองเหนือเข้ากับภาคกลาง ผู้คน สินค้า และรสนิยมจากต่างถิ่นจึงหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกัน คหบดีผู้มีฐานะอย่างเจ้าของบ้านเดิมจึงเลือกรับรูปแบบเรือนและการตกแต่งที่ผสมทั้งจีนและตะวันตกมาใช้ เพื่อบอกเล่าทั้งรสนิยมและสถานะทางสังคมไปพร้อมกัน
สิ่งที่น่าสนใจของอาคารหลังนี้อยู่ที่รูปแบบสถาปัตยกรรมซึ่งสะท้อนการเปิดรับอิทธิพลต่างชาติในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ตัวอาคารเป็นเรือนไม้สองชั้น ฝาไม้ตีซ้อน หน้าต่างบานใหญ่ติดบานเกล็ดกระทุ้งซึ่งสามารถเปิดรับลมได้เกือบทั้งหลัง ช่วยระบายอากาศได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้นของภาคเหนือ
บริเวณด้านหน้ามีการยื่นมุขและหักมุมอาคารเพื่อสร้างมิติให้กับรูปทรง ขณะที่ชั้นล่างออกแบบเป็นมุขเปิดโล่ง เพิ่มความโปร่งและเชื่อมต่อกับพื้นที่ภายนอก มีการตกแต่งบัวหัวเสาและใช้เส้นโค้งซึ่งได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมตะวันตก โดยเฉพาะซุ้มโค้งแบบโรมันที่กำลังได้รับความนิยมในสยามยุคนั้น
รอบบ้านตกแต่งด้วยไม้ฉลุลวดลายละเอียดตามช่องลม เชิงชาย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากพระที่นั่งวิมานเมฆ ก่อนถูกตีความใหม่ผ่านฝีมือของช่างท้องถิ่นจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของอาคารหลังนี้
ปัจจุบันหอวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ยังคงทำหน้าที่รวบรวมวัฒนธรรมและรากเหง้าของอุตรดิตถ์ ทั้งในฐานะสถาปัตยกรรมที่เล่าเรื่องราวการเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกและจีนที่เข้ามายังเมืองแห่งนี้ ผสมผสานกับการนำเสนอความเป็นอุตรดิตถ์ในปัจจุบันผ่านงานฝีมือที่รวบรวมจากกลุ่มชาติพันธุ์และชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ของอุตรดิตถ์