สะพานรวงผึ้ง
บ้านปางต้นผึ้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์
สะพานรถไฟโครงกลับหัวหนึ่งเดียวในไทย มรดกพรางตัวยุคสงครามโลก
หากใครเคยนั่งรถไฟสายเหนือผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์ขึ้นไปปลายทางสุดสายที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ อาจไม่รู้ว่าขบวนรถกำลังแล่นผ่านสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย นั่นคือ สะพานรวงผึ้ง สะพานรถไฟโค้งกลับหัวที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขาลึก ท่ามกลางผืนป่าและไหล่เขาที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ มีต้นผึ้งยักษ์เติบโตอย่างงดงาม จนกลายเป็นที่มาของชื่อ "บ้านปางต้นผึ้ง" ชุมชนเล็ก ๆ อันเป็นที่ตั้งของสะพานแห่งนี้
สะพานรวงผึ้งได้รับการซ่อมแซมในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีทิ้งระเบิดเส้นทางรถไฟ เนื่องจากคาดว่าเส้นทางนี้ญี่ปุ่นใช้ลำเลียงอาวุธ เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต จึงพลิกโครงสร้างโค้งจากที่ปกติอยู่ด้านบนสะพานให้ห้อยลงระหว่างช่องเขาแทน เมื่อมองจากทางอากาศจะเห็นเหมือนทางรถไฟทั่วไป ไม่เห็นเป็นสะพาน ชาวบ้านในพื้นที่เล่าสืบกันมาว่าบริเวณสวนแก้วใกล้เคียงเคยเป็นฐานทัพญี่ปุ่นในยุคนั้นด้วย
ส่วนตัวสถานีรถไฟปางต้นผึ้งเองยังคงรักษาอาคารและเครื่องมือดั้งเดิมจากยุคนั้นไว้ กลายเป็นสถานีคลาสสิกกลางหุบเขาที่ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสบรรยากาศย้อนยุคควบคู่ไปกับร่องรอยประวัติศาสตร์สงครามที่ยังซ่อนอยู่ในโครงเหล็กของสะพาน
สะพานรวงผึ้งไม่ปรากฏปีที่สร้างชัดเจนนัก แต่คาดว่าสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยออกแบบให้โครงสร้างห้อยลงด้านล่างเพื่อพรางตัวไม่ให้เห็นได้ชัดจากทางอากาศ
ในทางวิศวกรรม สะพานประเภทนี้ปกติรู้จักกันในชื่อ Bowstring Truss ซึ่งจดสิทธิบัตรครั้งแรกในปี 1841 (พ.ศ. 2384) มีลักษณะเด่นคือโครงโค้งที่ทำหน้าที่คล้ายคันธนู รับแรงดึงและแรงอัดผ่านชิ้นส่วนแนวทแยงมุม เป็นรูปแบบที่นิยมใช้ในสะพานรถไฟช่วงทศวรรษ 1870–1930 (พ.ศ. 2413–2473) แต่สะพานรวงผึ้งแห่งนี้พลิกหลักการโดยกลับโครงโค้งลงด้านล่างแทน ทำให้เมื่อมองจากทางอากาศจะไม่เป็นที่สังเกตนัก แม้โครงเหล็กจะห้อยอยู่ระหว่างช่องเขาทั้งสองฝั่ง แต่ยังทำหน้าที่พยุงและรับน้ำหนักรางรถไฟด้านบนได้ตามหลักวิศวกรรม โดยรูปทรงที่เกิดขึ้นมีลักษณะคล้ายรวงผึ้ง จึงเป็นที่มาของชื่อ
สะพานรวงผึ้งไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายเหนือช่วงที่ต้องไต่ผ่านแนวเขาของอุตรดิตถ์ขึ้นสู่หัวเมืองเหนือ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในช่วงที่ท้าทายทางวิศวกรรมที่สุดของเส้นทางที่วางรางมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ภูมิประเทศที่เป็นหุบเขาสลับซับซ้อนทำให้ต้องอาศัยทั้งอุโมงค์เจาะภูเขาและสะพานข้ามช่องเขาจำนวนมาก โครงสร้างเหล่านี้จึงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน กลายเป็นกลุ่มมรดกวิศวกรรมรถไฟที่สะท้อนความพยายามเชื่อมเมืองหลวงเข้ากับภาคเหนือเมื่อกว่าศตวรรษก่อน
ปัจจุบันสะพานรวงผึ้งยังคงใช้งานอยู่ นับเป็นหนึ่งในสะพานรถไฟที่มีโครงสร้างหายากและมีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีอุโมงค์รถไฟ "ปางตูบขอบ" อุโมงค์แรกของเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และอุโมงค์เขาพลึง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และยังคงให้รถไฟใช้เส้นทางนี้อยู่ในปัจจุบัน