คริสตจักรภาคที่ 2 เชียงราย
คาดว่าสร้างในช่วงปี พ.ศ. 2453
ส่องสถาปัตยกรรมอเมริกันท้องถิ่นผ่านคริสตจักรภาคที่ 2 เชียงราย
หากลองกวาดสายตามองคริสตจักรภาคที่ 2 เชียงราย ผ่านเลนส์ของโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม จะพบกับตัวอาคารตั้งรับเสาทรงทัสคัน เป็นรูปแบบเสาพัฒนามาจากสถาปัตยกรรมอีทรัสกัน ประเทศอิตาลี ใช้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งตัวอาคาร ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองหน้าบันหลังคาแบบจั่วกรีก ลดทอนความกระด้างด้วยความโค้งมนของซุ้มโค้งครึ่งวงกลมบนช่องประตูและหน้าต่าง นี่คือสถาปัตยกรรมที่เน้นความเรียบง่ายตามฉบับอเมริกันดั้งเดิม ใช้เพียงรูปทรงเรขาคณิตพื้นฐานในการสร้างความสง่างามโดยไม่ต้องพึ่งพาลวดลายประดับ
คริสตจักรภาคที่ 2 เชียงราย สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2453 ก่อสร้างโดยคณะมิชชันนารีอเมริกันเพรสไบทีเรียน ร่วมกับกลุ่มท้องถิ่น และเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2455 เพื่อทำหน้าที่เป็นอาคารโรงเรียนสตรีวิชาคาร โรงเรียนประจำและเรือนนอนของเด็กผู้หญิงในยุคแรกเริ่ม รวมถึงเป็นที่พักอาศัยของกลุ่มมิชชันนารีผู้เข้ามาบุกเบิกในเวลานั้น
ตัวอาคารออกแบบมาให้สอดรับกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวตะวันตก โครงสร้างหลังคาแบบทรัสหรือโครงถัก โดยนำชิ้นส่วนวัสดุเหล็กกับไม้เนื้อแข็งมาประกอบสร้างเป็นรูปทรงหลังคาเรขาคณิต มักนิยมทำเป็นรูปสามเหลี่ยม ผืนหลังคาใช้แบบกระเบื้องลอนคู่ ตัวอาคารชั้นเดียว ลักษณะก่ออิฐฉาบปูนเพิ่มความแข็งแกร่ง และมีปล่องไฟก่ออิฐตามแบบตะวันตก ถือเป็นภาพจำลองของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอเมริกัน อบอุ่นเรียบง่ายกลางเมืองเชียงรายเมื่อกว่าร้อยปีก่อน
เดินย้อนไปด้านหลังอาคารจะเห็นร่องรอยประตูอยู่ เมื่อก่อนด้านหลังอาคารเป็นเรือนนอน เคยมีเตียงไม้สองชั้นตั้งเรียงราย ในปัจจุบันไม่สามารถก้าวเดินเข้าไปด้านในได้อีกแล้ว เพราะแนวกำแพงขยับปรับเปลี่ยนให้เข้ามาประชิดห้องด้านหลังขึ้น จนทำให้ห้องด้านหลังถูกปิดตายไปถาวร หลงเหลือหลักฐานเพียงหน้าต่างทั้งสองข้างและบานประตูด้านหลังที่ถูกปิดตาย
ในอดีตคริสตจักรภาคที่ 2 เชียงราย เคยเป็นโรงเรียนสตรีวิชาคาร ปัจจุบันเปลี่ยนผ่านกลายมาเป็นอาคารประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และห้องประชุมของคริสตจักรภาคที่ 2 เชียงราย ราว พ.ศ. 2559 ผนังด้านในอาคารถูกทาด้วยเฉดสีฟ้าสดใสเพื่อช่วยเคลือบผิวไม้ ป้องกันความชื้น ไม่ให้แทรกซึมเข้าไปทำลายโครงสร้างเนื้อไม้ดั้งเดิมที่อยู่ด้านใน
ปัจจุบันคริสตจักรภาคที่ 2 เชียงราย ยังคงยืนหยัดหยั่งรากลึก และเติบโตไปพร้อมกับศรัทธาของผู้คนในชุมชน เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์รอให้ออกไปสำรวจผ่านร่องรอยสถาปัตยกรรม